ReadyPlanet.com
dot dot


"พุทธประวัติ"  VCDธรรมะ.."การ์ตูนพุทธประวัติ.." การปฎิบัติธรรม รูปฌาน ๔ ที่ถูกต้อง..
แนวทางการปฏิบัติธรรม(รูปฌาน ๔) วิปัสนากรรมฐาน ที่ถูกต้อง หลวงพ่อสรวง ปริสุทโธ..
ลงทะเบียนเรียนอาชีพบ้านอาจารย์ (จองวันเรียน)
สมัครเรียนอาชีพ"สูตรทำเงินล้าน"บ้านอาจารย์ ข้อมูลเพิ่เติม
บัญชีธนาคาร โอนเงิน ศูนย์พัฒนาอาชีพบ้านอาจารย์
ขนมเบื้องสูตรกรอบนาน
กล้วยทอดเงินล้าน บ้านอาจารย์
สูตรน้ำข้าวโพด หอม หวาน มันอร่อย
เฉาก๊วยสูตรเหนียวหนึบ บ้านอาจารย์
น้ำเชื่อมคาราเมล หอมหวาน อร่อย
สูตรนมสดคาราเมล
ฟรี..สูตรขนมเทียนสาวสูตรอร่อย
ร้านจำหน่ายวัตถุดิบ เบอเกอรี่ต่างๆ
แนวคิดสู่ความสำเร็จ และ ความมั่งคั่ง เปลี่ยนแนวคิด ชีวิตเปลี่ยน..
Facebook บ้านอาจารย์


ทานที่ให้ผลมาก...

ทานที่ให้ผลมากที่สุดคือสังฆทาน

คำว่า สังฆทาน หมายถึง ทานที่ให้แก่พระสงฆ์ตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป ทำไมสังฆทานจึงมีผลมากกว่าวัตถุทั้งปวง ก็เพราะทานนี้ให้แก่ส่วนร่วม ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง อย่างการบริจาคที่ดินเป็นสาธารณประโยชน์ เช่น เพื่อสร้างโรงพยาบาล หรือ เพื่อสร้างโรงเรียน เป็นต้น ถึงแม้ว่าไม่ได้ผ่านหมู่สงฆ์ก็ถือว่าเป็นทานที่เป็นสาธารณะเป็นบุญมากกว่าทานทั่วไป  หรือการให้ที่ดินเพื่อให้ตัดถนน โดยที่เราไม่คิดเงินทองก็ถือว่าเป็นบุญสาธารณะเหมือนกัน  เพราะสิ่งเหล่านี้บุคคลทั่วไปได้ใช้มากและไม่ใช้เพื่อคนใดคนหนึ่ง คือ อุทิศให้เป็นสาธารณะกุศล บุญที่ให้สาธารณะนี้ย่อมกว้างขวาง  เพราะไม่เจาะจงคนใดคนหนึ่ง  บุญที่ให้แก่พระสงฆ์ที่เป็นสังฆทาน ก็เหมือนกัน  เพราะให้ผลกว้างขวางมาก และบางคนยังเข้าใจสังฆทานในลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่ค่อยเหมือนกัน  เพราะฉะนั้นในตอนนี้จะแยกแยะสังฆทานออกให้เห็นชัดเจนว่า การทำสังฆทานแบบไหนจะเป็นสังฆทาน หรือไม่เป็น หรือพระผู้รับสังฆทานนั้น   เมื่อรับไปแล้วนำสังฆทานไปใช้ถูกต้องหรือไมชาวพุทธเรานิยมถวายสังฆทานกันอยู่เสมอ  บางทีก็มีเพื่อนหรือญาติมิตรมาถามเรื่องวิธีการทำสังฆทาน  เราจะต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้  จึงจะตอบเขาได้ดี หรือตนเองก็จะทำได้อย่างถูกต้องด้วย  เพื่อเพิ่มพูนบุญกุศลให้กับตนเองละครอบครัวสังฆทาน  ทานที่ให้แก่สงฆ์  สังฆทานมีผลมากที่สุด  ของการทำทานทั้งหมด  ทำไมจึงมีผลมากก็เพราะเป็นทานที่ให้ไปในหมู่สงฆ์  อย่างไรก็ตาม การสร้างวัดหรือสร้างเสนาสนะถวายไว้ในพระพุทธศาสนาโดยมุ่งอุทิศแก่สงฆ์ ทั้งสี่ทิศ ไม่ใช่ให้แก่พระรูปใดรูปหนึ่งแม้พระจะมาอยู่ก็เพียงอยู่อาศัยอย่างนี้เป็นสังฆทาน แม้การสร้างหอสวดมนต์ ให้กับแม่ชี  ถวายไว้เป็นของวัดก็ถือว่าเป็นของสงฆ์เช่นกัน  เมื่อเป็นของสงฆ์ก็เป็นสังฆทาน เพราะทุกคนใช้ได้ทั่วไปใช้ได้ส่วนรวม เพราะฉะนั้น สังฆทานจึงมีผลมากเพราะให้แก่ส่วนรวม เพื่อใช้ได้โดยส่วนรวม เพื่อประโยชน์แก่พระสงฆ์หมู่มากไม่เจาะจงใคร สังฆทาน ไม่ได้หมายความว่า ต้องถวายเฉพาะอาหารเท่านั้นจึงเป็นสังฆทานให้อย่างอื่นก็เป็นสังฆทานได้  เช่น ยารักษาโรค  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัย  แม้แต่บริจาคที่ดินถวายวัดก็เป็นสังฆทาน  วัดที่มีที่ดินอยู่มาก เป็นที่ธรณีสงฆ์ก็เป็นที่ดินซึ่งชาวพุทธที่มีความเลื่อมใสได้ถวายเป็นของสงฆ์  ทานเช่นนี้ได้บุญมากเพราะถวายเป็นของสงฆ์โดยส่วนรวม  ไม่ใช่เฉพาะพระรูปใดรูปหนึ่ง  ใช้โดยเป็นส่วนรวมการที่ให้เป็นส่วนรวมนั้น คนทั่วไปใช้ได้มากเพราะพระสงฆ์ใช้ได้ทุกรูปไม่เจาะจงบุคคลไม่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น เมื่อใจของผู้ถวายกว้างขวางบุญที่ได้ก็ต้องกว้างขวางเช่นกัน  การถวายสังฆทานที่เป็นของสงฆ์ส่วนรวม เช่น การสร้างวัด, สร้างกุฏิ, ถวายจีวร,ให้เป็นของสงฆ์ก็เป็นสังฆทาน คือ เมื่อให้เป็นของส่วนรวมแก่สงฆ์ก็เป็นสังฆทานได้ทั้งสิ้น หรือจะถวายเป็นปัจจัยล้วนๆมอบให้แก่ไวยาวัจกร ให้ โดยไม่มีสิ่งของเลยก็เป็นสังฆทานได้ครับ  แต่ต้องเป็นปัจจัยส่วนรวม ที่สามารถนำไปจัดซื้อของต่างๆได้  หรืออาหารหรือยารักษาโรคหรือ ฯลฯ ที่ใช้เป็นส่วนกลางของสงฆ์ ก็ได้เป็นสังฆทานเหมือนกัน เพราะฉะนั้น คำว่า สังฆทาน ไม่ได้ให้แก่พระรูปใดรูปหนึ่งแต่มุ่งที่จะถวายเป็นส่วนรวมเพื่อบำรุงสงฆ์ทั่วไป ก็จัดเป็นสังฆทาน

 ในที่นี้มีข้อแม้อยู่ว่า  การถวายสังฆทานนั้นต้องถึงแก่ภิกษุส่วนใหญ่หรือพระสงฆ์ตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป จึงจะเป็นสังฆทานได้ ถ้าหากเราถวายแก่พระ 1 รูป 2 รูป 3 รูปไม่ถึง 4 รูป จะไม่เป็นสังฆทาน และพระรูปนั้นต้องเข้าใจเรื่องสังฆทาน  แต่ถ้าเขาถวายแก่ภิกษุเพียงรูปเดียว  รูปนั้นเมื่อรับไปในนามของสงฆ์หรือรับไปเป็นสังฆทานแล้ว  จะต้องนำไปให้สงฆ์แจก  แก่หมู่คณะสงฆ์จึงจะเป็นสังฆทานได้  ถ้าภิกษุรูปนั้นไม่ไปให้สงฆ์แจก พระรูปนั้นชื่อว่า กินของสงฆ์ ใช้ของสงฆ์ หรือขโมยของสงฆ์ไปเพราะเขาให้เป็นของสงฆ์  ไม่ใช่ให้ส่วนตัว

หมายเหตุ  พระรูปเดียวก็สามารถรับสังฆทานได้  แต่ต้องได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์เสียก่อน เรียกว่า       ( ภัตตุทเทศก์ ) มีหน้าที่แจกภัตโดยตรง คือ มีพระรูปใดก็ตามรับเป็นสังฆทานมา จะต้องนำมาให้พระที่ได้รับการแต่งตั้งแจกหรือแบ่งสิ่งของเหล่านั้นให้แก่สงฆ์
 
อานิสงส์ของการทำทาน
การที่เราทำทานได้อย่างสม่ำเสมอหรือถวายสังฆทานได้อย่างถูกต้องทุกๆ เดือน หรือเลี้ยงดูพ่อ-แม่ ของเราเป็นอย่างดี เป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ต่อเนื่องจะส่งผลให้กับตัวเราและครอบครัวของเรามีอยู่มีกิน การงานคล่องตัวไม่มีอุปสรรค ฐานะความเป็นอยู่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดียิ่งๆขึ้น  การทำบุญเราต้องฉลาดทำจึงจะได้อานิสงส์มาก ทรัพย์สินเงินทองของเรากว่าจะหามาได้ก็ยาก  หรือเปรียบเสมือนเรามีเมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างดีอยู่ในมือ  ถ้าเราไม่เลือกที่หว่าน เมล็ดพันธุ์ข้าวนั้นก็ศูนย์เปล่า  เช่นถ้าเรานำไปหหว่านในที่นาที่แห้งแล้งเมล็ดข้าวนั้นนอกจากไม่ออกรวงเจริญงอกงามแล้ว  เมล็ดพันธุ์ของเราก็จะเป็นอาหารอย่างดีของ นก,หนู, และสัตว์อื่นๆไป  แต่ถ้าเราเลือกที่นาที่สมบูรณ์แล้วก็จะได้ผลของมันมากมาย  ออกรวงมาเป็นข้าวจากเมล็ดพันธุ์เพียงกำมือเดียวขยายได้มากมายเกินกว่าที่คิด  แล้วยังเก็บไว้ทำทุนในครั้งต่อไปได้อีกด้วย      การทำทาน  เราทำทาน 100 ครั้ง บุญยังไม่เท่ากับการรักษาศีล  5  เพียง  1 ครั้ง  รักษาศีล 5   (100 ครั้ง) บุญยังไม่เท่ากับการนั่งสมาธิเพียง 1 ครั้ง สรุปว่าการให้ทาน 10,000 ครั้ง บุญยังไม่เท่ากับการนั่งสมาธิ 1 ครั้ง  เพราะเหตุว่าเพียงให้ทาน รักษาศีล   ยังถึงพระนิพพานไม่ได้  เพียงเป็นปัจจัยขั้นต้นเท่านั้น  แต่การนั่งสมาธิรู้จักธรรมชาติ  ตามความเป็นจริงทำให้เกิดปัญญาได้  สามารถทำให้ถึงพระนิพพานได้ครับ  การรักษาศีล เป็นบุญขั้นกลาง  คือถ้าเรารักษาศีล 5 ศีล 8 หรือ ศีลอุโบสถได้ จะเป็นการสร้างบุญกุศลอยู่ตลอดเวลา  ไม่ว่าจะเป็นการเดิน กิน นั่ง นอน  ถ้าจิตใจเราอยู่กับศีล  หรือทำจิตใจของเราให้ผ่องใสก็เป็นการสร้างบุญกุศลให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  นับว่าเป็นการสร้างบุญให้เกิดขึ้นกับตัวเราอย่างผู้มีปัญญา  ทำไมการรักษาศีลจึงมีบุญมากกว่าการทำทาน  การทำบุญใส่บาตรพระ 100 ครั้ง  บุญยังไม่เท่ากับการรักษาศีล5  เพียง 1 ครั้ง  การรักษาศีล5 วันหนึ่งคืนหนึ่งเท่ากับ 1 ครั้ง คือพระอาทิตย์ขึ้นวันนี้จนรุ่งอรุณเช้าของอีกวันหนึ่งเท่ากับ 1 ครั้ง

2. ศีล   การรักษาศีลจะนำมาซึ่งสุขภาพแข็งแรงรูปร่างผิวพรรณดีไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ  เมื่อเกิดชาติหน้าจะมีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก และมีรูปร่างผิวพรรณดีเหมือนอย่างดาราที่มีรูปเป็นทรัพย์  และทำให้เรามีโภคทรัพย์มาก คือเกิดมาในตระกูลที่ดีร่ำรวย มีทรัพย์สินเงินทอง  ซึ่งอานิสงส์เหล่านี้เกิดจากการทำทานและรักษาศีล คือ ศีล5หรือศีล8 หรือศีลอุโบสถ  และการรักษาศีลนี้ต้องอธิษฐานรับมาและเมื่อเราทำศีลขาด  จะต้องทำการวิรัตศีล หรือทำการต่อศีลให้สมบูรณ์นั่นเอง  ถ้าเราทำศีลข้อหนึ่งข้อใดขาดเพียงหนึ่งข้อ  ศีลที่เราถืออยู่ก็จะขาดทั้ง 5 ข้อ แต่จะเป็นบาปเพียงข้อที่ขาดเท่านั้น ให้เราทำการวิรัตศีลหรือต่อศีลขึ้นมาใหม่ศีลของเราก็สมบูรณ์ตามเดิม  อานิสงส์ของการถือศีลมีมากมาย แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้มาก่อนว่าบุญของการรักษาศีลนั้นมีอานิสงส์มากมาย  ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตนเองทั้งในชาตินี้และยังส่งผลไปถึงชาติต่อๆไป  ในอนาคตอีกมากมายมหาศาล จึงเป็นที่น่าเสียดายสำหรับคนที่ไม่รู้ในเรื่องของการรักษาศีล    สำหรับผู้ที่ไม่มีศีลหรือไม่รักษาศีลนั้น แม้จะไม่ทำบาปหรือเป็นคนดีของโลก เป็นพลเมืองดีของประเทศและของครอบครัว คือ ไม่ได้ทำผิดศีลอะไรแต่ไม่ได้รักษาศีล  เมื่อตายไปส่วนใหญ่ 90% ส่วนใหญ่จะต้องไปเกิดในอบายภูมิ สาเหตุเพราะว่าตอนเป็นมนุษย์ทำบุญไม่มากพอที่สวรรค์จะดึงขึ้นไปได้ และก็ทำบาปไม่มากพอที่นรกจะดึงตัวไปได้  ครั้นจะมาเกิดเป็นมนุษย์อีกก็ไม่ได้รักษาศีลมาเกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้ จึงต้องเป็นได้ 2 อย่าง คือ เปรตหรือ พวกผีเร่ร่อนและสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งถือว่าดีที่สุดในอบายภูมิทั้ง4 และถ้าโชคดีตอนเป็นมนุษย์ได้ทำทานไว้ดี ก็อาจจะได้เกิดเป็นสัตว์ที่มีเจ้านายรัก  อยู่ดีกินดีไม่ต้องเร่ร่อนทั่วไป   ดังนั้นเมื่อท่านทั้งหลายเข้าใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าบ้างแล้ว ก็คงจะรู้ว่าเกิดเป็นมนุษย์ทำไมจึงจะต้องรักษาศีล คาดว่าทุกท่านคงรู้คำตอบอยู่แล้ว เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้นั้นพระองค์ไม่ได้คิดนึกขึ้นเอง แต่มันมีอยู่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว  มันอยู่ที่เราจะเชื่อก่อนตายหรือรอให้ตายก่อน และรับผลกรรมนั้นก่อนแล้วจึงเชื่อ  แต่คงสายเกินไปเมื่อถึงเวลานั้นคงไม่มีประโยชน์อะไรเสียแล้ว เพราะไม่มีโอกาสที่จะแก้ตัวได้ เพราะไม่มีโอกาสที่ทำบุญได้อีก ซึ่งมนุษย์เท่านั้นที่จะทำบุญได้มาบางคนไม่ยอมรักษาศีลเพราะกลัวบาป เพราะกลัวว่าเมื่อรับศีลมาแล้ว  ถ้าทำศีลขาดจะเป็นบาป จึงไม่ยอมรักษาศีลเป็นการกลัวที่ไม่ถูกต้อง ทำให้พุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนมากไม่อยากรักษาศีล เพราะความกลัวแท้ที่จริงการประพฤติผิดศีล 5 นั้น ผู้นั้นจะได้รับศีลมาก่อนหรือไม่ก็ตาม ถ้าประพฤติล่วงศีลข้อใดข้อหนึ่ง เช่น ฆ่าสัตว์ หรือ ดื่มน้ำเมา ก็เป็นบาปทั้งสิ้นแต่คนที่มีศีลมาก่อนแล้วมาประพฤติผิดศีลกับคนที่ไม่ได้รับศีลมาก่อนแล้วประพฤติผิดศีล ย่อมได้รับผลต่างกันมาก คือ คนที่มีศีลมาก่อน ย่อมได้รับผลบุญตลอดเวลาที่ศีลของตนยังไม่ขาด ยิ่งรักษาศีลได้นานบุญก็ยิ่งมาก แต่เมื่อทำศีลขาด บุญก็หยุดเขาก็ได้รับบาปแค่ ช่วงนั้น คือช่วงขณะที่ศีลขาด   แต่เมื่อเขาได้ต่อศีลใหม่ หรือวิรัติศีล เขาก็ได้รับบุญเหมือนเดิม  คนเช่นนี้ย่อมได้ทั้งบุญและบาปแต่จะหนักไปทางบุญมากกว่า เพราะขณะที่ทำศีลขาดแล้วรับวิรัติศีลใหม่ คือการต่อศีลก็ได้ผลบุญตามเดิม ส่วนคนที่ไม่มีศีลเลย ไม่ได้รับศีลมาก่อนแล้วทำบาปอย่างเดียว ผลจากการรักษาศีลไม่มี ไม่ได้รับผลบุญเลย  และ เป็นการสะสมบาปตลอดเวลาใครจะได้กำไรหรือขาดทุนมากกว่ากัน ใน 2 คนนี้ ถ้าเปรียบให้เห็นง่ายๆ ก็คือ คนที่มีศีลเหมือนคนที่สวมใส่เสื้อผ้า แม้ผ้ามันจะขาดไปบ้างแล้วก็ยังดีกว่าคนไม่นุ่งผ้า ส่วนคนไม่มีศีลเหมือนคนไม่นุ่งผ้า มันน่าเกลียด ฉะนั้นคนที่มีศีลแม้จะขาดไปบ้างก็ยังดีกว่าคนไม่มีศีล แท้ที่จริง ศีลที่เรารักษานั้น หากขาดไปบ้างในบางครั้ง ก็เหมือนเสื้อผ้าที่เราสวมใส่เพราะเหตุการณ์บางอย่างให้เป็นไป แต่เมื่อรู้ว่าขาดแล้ว เราก็สมาทานรักษาเอาใหม่ โดยขอรับจากพระก็ได้ หรือสมาทานเอาด้วยตนเองก็ได้ ถ้าเราเข้าใจดีในข้อนี้คนเราย่อมรักษาศีลได้จนตลอดชีวิต เพราะเมื่อเข้าใจแล้วรักษาศีลได้ไม่ยากเลย เมื่อศีลขาดก็สมาทานรักษาเอาใหม่ ก็ย่อมมีศีลได้ตามเดิม บุญกุศลก็เกิดขึ้นกับตัวเราตลอดเวลา เรียกว่า เราเป็นผู้ที่มีบุญ มีปัญญา(อานิสงส์ของการรักษาศีล  5  และ โทษทัณฑ์ของการผิดศีล  5 )1.  อานิสงส์ศีลข้อ 1ปาณาติปาตา(   คือละเว้นจากการฆ่าสัตว์ )  เขาย่อมจะมีทรวดทรงสัณฐานงดงาม  ประกอบไปด้วยกำลังวังชาว่องไว มีอายุยืนนาน มีอาพาธความเจ็บไข้ได้ป่วยน้อย มีคนรักใคร่มาก สรรพไพรีไม่มีมารบกวน แม้เวลาตายก็ตายไปเอง โดยไม่มีผู้ใดมาฆ่าให้ตาย   โทษทัณฑ์  ของผู้ที่ทำผิดศีลข้อ1.  ฆ่าสัตว์หรือเบียดเบียนชีวิตเขา ผู้ที่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นประจำ ย่อมได้รับผลกรรม คือพอสิ้นชีพตายไป จะต้องไปตกนรกเสวยกรรมชั่วกาลนานแล้วเมื่อถือกำเนิดเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้อีก เศษกรรมที่ยังเหลืออยู่จะทำให้เขาเป็นคนอายุสั้นและมักถูกฆ่าตาย  และย่อมเดือดร้อนในปัจจุบัน ต้องติดคุกติดตาราง  2. อานิสงส์ศีลข้อ 2. อะทินนาทานา ( คือละเว้นจากการลักทรัพย์ ฯ  )คือการละเว้นจากการลักทรัพย์ คนผู้นั้นย่อมจะมีทรัพย์สมบัติ ธัญญาหารบริบูรณ์ ทรัพย์ที่ยังไม่ได้ก็จะได้ที่ได้แล้วก็ถาวรตั้งมั่นไม่เสื่อมถอย  เรียกว่า ทำมาหากินเจริญ  จะปรารถนาสิ่งใดย่อมได้สมประสงค์   ทุกอย่างปราศจากราชภัย  โจรภัย  และอัคคีภัย จะมีความสุขสวัสดิ์ ปราศจาก อุปัทอันตราย  โทษทัณฑ์  ของผู้ทำผิดศีลข้อ2. คือ  การลักทรัพย์ของผู้อื่นผู้ที่ลักเล็กขโมยน้อยหรือโจรปล้นเขามา แย้งชิงทรัพย์สินผู้อื่น พอตายไปนอกจากจะไปตกนรกชั่วกาลนานแล้ว เมื่อใดเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้ ย่อมมีโภคทรัพย์น้อย เกิดในตระกูลยากจน ทำมาหากินเท่าใดก็ไม่รวย ทำให้เขาเป็นคนยากจน และถูกโกง ถูกปล้น ถูกขโมย เป็นผลของเศษกรรมที่ยังเหลืออยู่...3. อานิสงส์ศีลข้อ3.กาเมสุมิจฉาจารา( คือ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม  )

   เขาผู้นั้นไม่มีอริศัตรูผองภัย เป็นที่รักแก่คนทั้งหลายในโลก จะยืน เดิน นั่ง นอน ก็เป็นสุขสบายทุกอิริยาบถ  จะมีรูปร่างสมบูรณ์ด้วยสุภลักษณ์จะไม่เป็นกระเทยจิตถารให้คนเขาหยามเล่น  ครอบครัวเป็นสุขไม่แตกแยก ชีวิตคู่ครองสมบูรณ์ไม่นอกใจกัน   โทษทัณฑ์  ของผู้ทำผิดศีลข้อ  3.  การผิดลูก ผิดสามี-ภรรยา ของผู้อื่น ผู้ที่นอกใจคู่ครองตน ประพฤติลามกผิดในกาม ย่อมได้รับผล คือ  เมื่อตายไปจะต้องไปเกิดในนรกชั่วกาลนาน เมื่อมาถึงกำเนิดเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้ ย่อมได้รับเศษผลของกรรมทีที่ทำไว้  คือทำให้เกิดการแตกแยกในครอบครัว และถูกปองร้าย เป็นต้น บางคนเกิดมาเป็นหญิงก็ถูกทารุณกรรม ถูกข่มขืน เป็นต้น เป็นชายก็ต้องเกิดมาเป็นกะเทย ให้คนเขาหยามเล่นถูกดูหมิ่นดูแคลน เป็นที่น่าอับอาย เช่นนี้เป็นต้น

   4. อานิสงส์ศีลข้อ 4.  มุสาวาทาเวละมะณี  ฯ( ละเว้นจากการพูดโกหกหรือพูดไม่จริงฯ ผู้ที่ไม่พูดโกหก มดเท็จ ส่อเสียด ยุยง หรือด่าว่าผู้อื่น เขาผู้นั้นจะมีร่างกายไพบูลย์ด้วยจักษุโสต (เป็นผู้มีสายตาดี) พูดจาไพเราะน่าฟังมีกายวาจาใจเรียบร้อย น่าดู น่าชม มหาชนสรรเสริญนับถือ เป็นผู้ฉลาดในธรรมมีดำริคิดอ่านดีถูกต้องไม่ถูกลงโทษใส่ความ

  โทษทัณฑ์  ของผู้ทำผิดศีลข้อ 4.  พูดโกหก พูดส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น  เมื่อผู้นั้นตายดับจิตลงไป ต้องไปเกิดในนรก  เสร็จแล้วเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้  อยู่ดีๆ ก็มีผู้มากล่าวหาใส่ร้าย ใส่ความให้เสียหาย ให้เสียทรัพย์อยู่เสมอ  บางครั้งต้องติดคุกติดตะรางโดยที่ตนไม่มีความผิดอะไร  โดนเขาใส่ความและมักได้ฟังแต่เรื่องที่ไม่จริง  โดนหลอกลวงให้หลงเชื่อบ่อยๆ   ถูกเอาเปรียบตลอดเวลา จะพูดจากับใครไม่มีคนเชื่อถือ  เป็นเพราะผลของเศษกรรมที่เราผิดศีลข้อ 4  ในอดีต      5. อานิสงส์ศีลข้อ5.  สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา ฯ (ละเว้นจากการดื่มสุราของมึนเมา)  เขาผู้นั้นย่อมเป็นผู้มีปัญญาดี  เรียนรู้ศิลปะวิทยาการทั้งปวงได้โดยเร็ว  ทั้งทำให้ใจเขาไม่อยากดื่มเหล้า กินยาเมาในกาลทั้ง3 คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เขาผู้นั้นจะมีสติดี ไม่ฟั่นเฟือน คือไม่เป็นบ้า ไม่พูดจาเลอะเทอะ เหลวไหล เพราะบ้าน้ำลาย มีธรรมประจำใจ อยู่ทุกทิวาราตรี เป็นคนพูดจามีสัจจะประกอบไปด้วยบุญและความสุขอันไพศาล  โทษทัณฑ์ขอผู้ทำผิดศีลข้อ5.   สุราเมระยะ ดื่มเครื่องดองของเมา  พอผู้นั้นตายไป นอกจากจะไปเกิดในนรกชั่วกาลนานแล้ว พอพ้นกรรมมาเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้ ก็จะ เป็นคนสติไม่ดี เป็นบ้าใบ้  คลั่งไคล่ไหลหลงบ้าๆบอๆ เสียคน เสียจิตไปอย่างน่าทุเรศ เป็นต้น สุขภาพเสื่อม  สมองเสื่อม  ปัญญาเสื่อม    3.สมาธิ  คือ การทำรูปฌาน๔  ซึ่งเป็นพื้นฐานของการทำวิปัสสนา  ซึ่งเป็นบุญสูงสุดในโลก ไม่มีการทำบุญใดเทียบเท่าบุญแห่งสมาธิ จึงถือว่า                    เป็น อนันตริยกรรมฝ่ายดี  ส่วนอนันตริยกรรมฝ่ายเลว คือ เป็นกรรมสูงสุดของความเลว เช่น การฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ทำร้ายพระพุทธเจ้า ทำสงฆ์ให้แตกแยก เป็นต้น  เพราะฉะนั้นทุกคนจึงมีโอกาสทำบุญสูงสุด  โดยการทำสมาธิรูปฌาน 4 นั้น จะเป็นหนทางแห่งเดียวเท่านั้น และเป็นหนทาง ขั้นต้นที่จะไปสู่พระนิพพานได้

            การทำสมาธิยังสามารถพิสูจน์ ธรรมชาติของโลกและจักรวาลได้  ซึ่งพระพุทธเจ้าได้รู้แจ้งเห็นจริงทุกสิ่งในจักรวาล และได้มาสอนคนในโลกให้ได้รู้ถึงความจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  เช่น  การรู้ว่ามีสวรรค์หรือไม่ และมีนรกจริงหรือไม่ และเขาเขามีความเป็นอยู่อย่างไร  ซึ่งถ้าผู้มีความตั้งใจในการปฏิบัติสมาธิด้วยความตั้งใจและด้วยความเพียรพยายาม นั่งสมาธิ ทำรูปฌาน4 ให้สมบูรณ์  ให้มีความเป็นวสี  คือ เข้าฌาน-ออก ฌานโดยชำนาญ  แล้วขึ้นวิปัสสนาโดยลำดับ อิทธิบาท4,   พละ5  และสูงขึ้นตามลำดับของการทำวิปัสสนา

  อิทธิบาท 4  แปลว่า ย่างก้าวด้วยอิทธิฤทธิ์  แต่มีผู้รู้ธรรมะไม่จริง คือเรียนรู้ทางตำรา  นำมาตีความหมายไปในทางโลก  และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันแบบทางโลก คือเมื่อทำอะไรให้ทำโดยมีอิทธิบาท 4 เป็นต้น คือ
1. ฉันทะ
   คือ  มีความพอใจ  2. วิริยะ     คือ  มีความเพียรพยายาม

 3. จิตตะ    คือ  มีใจจดจ่อในกิจการงานที่ทำ  4. วิมังสา  คือ  การตรึกตรองในธรรมในงานที่ทำ

 ซึ่งปกติแล้วบุคคลโดยทั่วไป  ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็จะต้องมีทั้ง 4 อย่างนี้อยู่แล้ว  ซึ่งพระพุทธเจ้าคงจะไม่ต้องมาสอนอะไรง่ายๆ ที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอิทธิบาท4  ของคนโดยทั่วไปนั้นมีความหมายเหมือนกับของพระพุทธเจ้า  แต่ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้นไม่ได้ให้นำมาใช้ชีวิตแบบทางโลกแบบนี้  แต่มุ่งหวังให้นำไปใช้ในทางธรรม  คือ การทำวิปัสสนาแต่ก็ไม่ผิดอะไรที่นำมาใช้ในทางโลกเพียงแต่เปลี่ยนข้อ 3. จิตตะ มีใจจดจ่อในธรรมะที่ปฏิบัติเป็นจดจ่อในกิจการงานที่ทำ  และข้อที่4.  วิมังสา  การตรึกตรองในธรรมเป็นการพิจารณาในงานที่ทำผ่านมาแล้วและแก้ไขทำให้ดียิ่งขึ้น การปฏิบัติหรือการนั่งสมาธิ  จนได้อิทธิบาท4  และพละ5  ที่กล้าแข็งเป็นอินทรีย์แล้ว  ถึงตรงนี้ก็สามารถจะถอดกายใน หรือ มีทิพยจักษุ คือตาทิพย์สามารถมองเห็นและไปเยี่ยมชมสวรรค์แต่ละชั้นได้ หรือไปดูนรกทุกขุมได้  หรือถ้าเราไม่แน่ใจว่าเป็นของจริงหรือไม่ ก็อาจจะลองพิสูจน์ด้วยการไปดูที่บ้านญาติ หรือเพื่อนคนรู้จักกันก็ได้  ว่าขณะนั้นเขาทำอะไร มีอะไร หรือพูดคุยอะไรกัน  หลังจากนั้นก็อาจจะโทรไปสอบถามว่าเป็นไปตามที่เห็นหรือไม่ และใครก็ตามถ้ามาถึงตรงนี้  ก็จะเข้าใจรู้ซึ้งถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่าเป็นจริงทั้งสิ้น  สามารถพิสูจน์ได้       การทำรูปฌาน 4 ก็คือ การทำสมาธิแบบที่หลายคนเข้าใจนั่นเอง  แต่มีอีกหลายๆคน ที่ยังไม่เข้าใจว่าการนั่งสมาธิคือการทำฌาน  จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วงอยู่ว่า  การนั่งสมาธิที่ไม่เข้าใจหรือยังไม่รู้วิธีการทำสมาธิที่ถูกต้องจะทำให้มีผลเสียต่อสุขภาพตนเองได้  คือการทำสมาธิต้องรู้อาการของสมาธิตามลำดับ หรือรู้ขั้นตอนของฌาน  1 2 3 4  ตามลำดับ  และการออกจากฌานหรือออกจากสมาธิ  จะต้องรู้วิธีการคลายจากสมาธิอย่างถูกต้อง  บางคนทำสมาธินั่งตอนแรกก็ไม่คิดอะไร คือนั่งไปเรื่อยๆ จนจิตเริ่มนิ่ง  จิตก็จะเริ่มดิ่งเข้าสู่สมาธิหรือเข้าสู่ระดับฌาน 1 2 3 4  ตามลำดับโดยไม่รู้ตัวแต่เวลาจะออกจากฌาน ก็ลืมตาออกมาเฉยๆ  โดยไม่มีการถอยออกจากฌานตามลำดับ  ก็จะทำให้ เราติดฌานโดยไม่รู้ตัวเองไม่รู้สาเหตุ  จะมีอาการปวดหัว  หรือหนักศีรษะ  มึนงง  จนบางครั้งจะมีอาการเหม่อลอย ถามคำตอบคำ ไม่พูดไม่คุยกับใครมีอาการเหมือนผีเข้า  ที่เราเคยได้ยินว่าระวังนะนั่งสมาธิจะทำให้เป็นบ้าได้....  จึงขอแนะนำว่าใครจะนั่งสมาธิจะต้องสมาธิจากผู้รู้เสียก่อน  ไม่เช่นนั้นอาจเป็นอันตรายได้ ขอเรียนรู้กับครูอาจารย์ด้วยสมาธิได้..

 ลักษณะรูปฌาน4  มีดังนี้คือ

รูปฌานที่ 1  คือ  วิตก-วิจารณ์ (วิตก คือ ความนึก-คิด , วิจารณ์ คือ หยุดความนึก- คิด)

รูปฌานที่ 2 คือ   ปิติ                (มีอาการขนลุกขนพอง สั่นทั้งตัว  หัวใจเต้นเร็ว หายใจแรง ฯลฯ)

รูปฌานที่ 3 คือ  สุข                 (เมื่ออยู่ฌานที่ 3 จะรู้สึกสุขสบาย จิตใจสงบนิ่ง)

รูปฌานที่ 4 คือ  อุเบกขา          (วางเฉย นิ่ง จิตใจว่าง โล่ง โปร่ง เบา สบาย )
( การเปรียบเทียบอานิสงส์ของการทำบุญแต่ละอย่างดังนี้ )                             - ทำทาน    100 ครั้ง     บุญไม่เท่ากับการรักษาศีล   5  เพียง 1  ครั้ง       

  - รักษาศีล  5   100  ครั้ง   บุญไม่เท่ากับการนั่งสมาธิเข้าถึงฌาน  4  เพียง  1  ครั้ง

  - สรุปว่าการทำทาน  10,000 ครั้ง  บุญไม่เท่ากับนั่งสมาธิ  1 ครั้ง เพราะเหตุว่าเพียงให้ทาน                  รักษา   ศีล บุญยังไม่เพียงพอที่จะถึงพระนิพพานได้  แต่การทำสมาธิวิปัสสนา ทำให้เกิดปัญญาละกิเลส 

            รู้จักธรรมชาติตามความเป็นจริง  สามารถทำให้ถึงพระนิพพานได้ บุญมากมายประมาณมิได้

(เมื่อได้ปฏิบัติธรรม)   ทำบุญอย่างไรให้มีความสุข

ในอดีตที่ผ่านมา  ข้าพเจ้า มีความคิดว่า ความสำเร็จหรือความร่ำรวย มีฐานะนั้น ได้มาจากความขยันหรือการอดออม (แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น..) เพราะว่าถึงเราจะตั้งใจ  ทำงานขยันอย่างไรตั้งใจทำงานหนักมากเพียงไร ก็มิได้ทำให้ฐานะของเราร่ำรวย หรือสำเร็จในหน้าที่การงานได้เลย ( ถ้าเราขาดบุญเก่าในอดีตมาหนุนนำชีวิต ) บางคนยิ่งทำ ยิ่งลงทุน ยิ่งขยัน ตื่นเช้าทำงาน  เย็นกลับบ้าน  ดูไปแล้วเหมือนจะรวยหรือสำเร็จในหน้าที่การงานแต่แล้วกลับเป็นหนี้สินเพิ่มขึ้นมากมาย  ต้องมีทุกข์กับหนี้สิน  ครอบครัวบางคนทำใจได้ก็ดี ทำใจไม่ได้ก็มีทุกข์เพิ่มขึ้นกับการกระทำของเราเอง... การที่คนเราจะมีความสุขได้นั้น หรือทำอะไรลงทุนทำกิจการต่างๆแล้วสำเร็จมีคนคอยช่วยเหลือ ทำให้ร่ำรวยเงินทอง  มีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ และมีความสุขความสบาย  สิ่งเหล่านี้เกิดจากการกระทำดีของตัวเขาเองในอดีตที่ได้ทำได้สร้างเอาไว้แต่กาลก่อน   เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนได้รู้ถึงเหตุที่เป็นปัจจัยให้ตัวเราได้รับความสุขและความทุกข์แล้ว   ตัวเราเริ่มต้นสร้างแต่กรรมดีแต่เพียงอย่างเดียวได้  เพื่อที่จะส่งผลให้เราได้สุขสบายในอนาคตข้างหน้า  ทำมาหากินคล่องตัว  ครอบครัวเป็นสุข  เมื่อข้าพเจ้าได้พบกับพระอาจารย์ที่วัดถ้ำขวัญเมืองข้าพเจ้าได้รับความรู้ความเข้าใจในชีวิตมากขึ้น  ได้รับอบรมธรรมะจากพระอาจารย์ทำให้ได้รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้  และมีความเข้าใจมีปัญญา  โดยพระอาจารย์ได้แนะนำเรื่องของการทำทาน รักษาศีล  การทำสมาธินั่งฌาน วิปัสสนากรรมฐาน เมื่อตัวเรามีบุญคอยค้ำจุนตัวเราอยู่ เราจะไม่ต้องเหนื่อยและลำบากมาก และการทำมาหากิน  หน้าที่การงานก็จะประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึงเกินความคาดหมาย  พระอาจารย์ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า ถ้าเราไม่ทำบุญใหม่เพิ่มนั้นก็เท่ากับว่าเรากินบุญเก่าอยู่ตลอดเวลา  สักวันบุญเก่าคงจะต้องหมดไป  แต่ถ้าเราเรียนรู้และตั้งใจปฏิบัติธรรมตั้งแต่วันนี้โดยการทำทาน สม่ำเสมอรักษาศีล5  หรือรักษาศีลอุโบสถในวันพระ  ฝึกการทำสมาธิ ก็เท่ากับเราหยุดการกระทำที่ไม่ดีทั้งปวง  มารักษาความดี เป็นการสร้างบุญกุศลใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเราก็จะได้รับผลของกรรมดีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน  ขอให้ทุกท่านเปิดใจรับธรรมรับความดี  และขอให้ทุกๆท่านมีความสุขความเจริญในหน้าที่การงาน หรือกิจการค้าขายดียิ่งๆขึ้นครับ... ( สอบถามธรรมะหรือมีข้อสงสัย ติดต่อ. อ.อุดมชัย  โทร.02-9913193
  087-8030024  
ID:Line   BAJ48

 

 




ธรรมะ..(ปฏิบัติตนอย่างไรให้มีความสุข...)และร่ำรวย...

พุทธประวัติ (การปฎิบัติธรรม รูปฌาน๔)
ธรรมปฎิบัติ..ตามแนวทาง หลวงพ่อ สรวง ปริสุทโธ
แนวทางธรรมะ...การปฏิบัติธรรมให้ถูกต้อง...
แสงธรรม..นำชีวิตใหม่..แนวทางปฎิบัติธรรมะ...
การรักษาศีล,
การรักษาศีลอุโบสถ
การอธิฐาน 5 อย่างกับพระพุทธศาสนา



www.pathongko.com ศูนย์พัฒนาอาชีพบ้านอาจารย์